การกลับมาของ โต (อดีต) ซิลลี่ฟูลส์

วันนี้ได้มีเพื่อนแนะนำคลิปดี ๆ อีกคลิปจากรายการ ป๋าเต็ด ที่มีแขกรับเชิญคือ บังโต ซึ่งทำให้เราได้ลองฟังแง่คิดจากหนึ่งในบริษัทที่มีวิธีการบริหารงานที่สอดคล้องกับหลักศาสนาอิสลาม ทำให้บริษัทมีกฎที่แข็งแกร่ง แต่ก็ต้องมีการปรับตัวเพื่อให้ธุรกิจราบรื่นด้วยเช่นกัน จากคลิปความยาวเกือบ 1 ชั่วโมง ผมสรุปสาระสำคัญให้ภายใน 12 ข้อสั้น ๆ พร้อมแล้วเราไปอ่านกันเลยครับ

  1. บังโตทักป๋าเต็ดตั้งแต่เริ่มเลยว่า ป๋าเต็ดหน้าเด็กลง หลังจากสี่ปีที่ผ่านไปหลังจากสัมภาษณ์ครั้งก่อน ซึ่งป๋าบอกเลยว่าแกเคยทำบอลลูนหัวใจมาแล้วครั้งหนึ่ง หลังจากนั้นก็เลิกบุหรี่ และกินเบียร์น้อยมาก ปีหนึ่งนับกระป๋องได้เลย อันนี้ฟังปุ๊บก็ทำให้รู้สึกว่า เออ จะพยายามกินน้อย ๆ ลงเลยหลังจากนี้ อยากหน้าเด็กเหมือนกัน 555+
    .
  2. บังโตมองว่าตัวเองเป็นศิลปินมากกว่าเป็นนักธุรกิจ ผลงานของเขาคือร้านเนื้อแท้ ซึ่งเขาเลือกบริหารตามใจมากกว่าฉวยทุกโอกาส ช่วงปีแรก ๆ บริษัทขาดทุนถึง 4 ปี แต่เขาก็ยอมรับ และปรับตัวจนกลับมากำไรได้
    .
  3. ส่วนหนึ่งที่ทำให้บริษัทโตช้าคือการที่บริษัทอุ้มพนักงานผ่านช่วงโควิดมาได้ โดยไม่ได้ไล่คนออกเลย แต่ก็ทำให้บริษัทไม่ต้องกังวลเรื่องพนักงานอีกเลย เพราะทุกคนรักบริษัท ทำให้บริหารได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องหลังบ้านอีกต่อไป
    .
  4. นักลงทุนคือส่วนหนึ่งของความสำเร็จของบริษัท ซึ่งมาจากความเคร่งครัดในศาสนาของบังโตที่นักลงทุนเชื่อถือ เชื่อในผู้นำที่มีจรรยาบรรณ แม้ว่านักลงทุนจะไม่ใช่มุสลิม แต่บังโตก็แสดงออกให้พวกเขาเชื่อถือและทำให้นักลงทุนสนับสนุนในหลายด้าน
    .
  5. บริษัทใช้วิธีลดจำนวนคนจาก 800 คนเหลือ 500 คนแบบ Organic คือไม่ไล่คนออก แต่ไม่รับคนเพิ่ม และเน้นการเพิ่มคุณภาพของคน จากนั้นขยายสาขาและส่งคนที่มีคุณภาพไปบริหารสาขาต่าง ๆ พร้อมกับเพิ่มรายได้ให้คนที่มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
    .
  6. ที่บริษัทเนื้อแท้มีกฎที่อิงจากศาสนาเข้มงวดมาก เช่น ห้ามสูบบุหรี่ ห้ามดื่มเหล้า หรือมีความสัมพันธ์ชู้สาว ห้ามขโมยของ ซึ่งพนักงานต้องยอมรับกฎเหล่านี้ตั้งแต่ตอนสมัคร ใครฝ่าฝืนโดนไล่ออก ทำให้บริษัทมีระเบียบ
    .
  7. ในบริษัทใช้หลักเคารพผู้นำแบบสุดโต่งมาก หากผู้นำตัดสินใจ ในที่นี้คือบังโต ทุกคนต้องทำตาม Feedback ได้ แต่ถ้าผู้นำเลือกแล้วต้องเดินหน้า องค์กรจึงหันหน้าไปทิศทางเดียวกัน ซึ่งอ้างอิงมาจากหลักศาสนาเช่นเดียวกัน
    .
  8. ความเป็นพี่น้องในบริษัทก็เข้มข้นมาก ด้วยแนวคิดเรื่องความเท่าเทียมเชิงศาสนา ทำให้ทุกคนได้รับการปฏิบัติเหมือนพี่น้องจริง ๆ บังโตกินข้าวที่เดียวกัน ละหมาดบนพื้นเดียวกัน และไปร่วมงานสำคัญของพนักงานทุกคนอย่างเท่าเทียม ทำให้ความสัมพันธ์ภายในบริษัทดีมาก
    .
  9. “วันตัดสิน” วันที่มุสลิมทุกคนจะได้รับคำพิพากษาจากพระเจ้าว่าเราเป็นคนดีพอหรือไม่ แนวคิดนี้ทำให้บังโตพยายามทำตัวให้ดีที่สุดเสมอ ประเมินตัวเองอยู่ตลอดเวลา เพื่อให้ตัวเองเป็นเวอร์ชันที่ดีที่สุดเสมอ เข้ากับ คติเว็ปไซน์ผมพอดี 555+
    .
  10. AI ในทัศนคติของบังโต คิดว่าน่าจะทำให้คนขี้เกียจและลดศักยภาพที่มนุษย์สามารถทำได้ แต่ทั้งหมดทั้งมวลบังโตยังไม่เคยใช้ AI ซึ่งส่วนนี้อาจเป็นความคิดเห็นส่วนตัว
    .
  11. มีการถามถึงความเห็นของบังโตต่อสถานการณ์โลกที่ไม่แน่นอนและสงครามที่เกิดขึ้น ซึ่งเขามีหลักศาสนาที่ทำนายว่าโลกจะวุ่นวายขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้เขาไม่ยินดียินร้ายกับเรื่องรอบตัวมากนัก แต่ยึดมั่นกับการพัฒนาตนเองให้ดีที่สุด ถือว่าเป็นข้อดี
    .
  12. ข้อคิดที่บังโตฝากไว้คือ “เราเกิดมาทำไม ตายแล้วไปไหน” เราต้องค้นหาให้เจอว่าชีวิตของเรามีเป้าหมายอะไร ชีวิตที่มีเป้าหมายจะทำให้เราไม่เครียด เพียงแค่ทำตามเป้าหมายไปเรื่อย ๆ พัฒนาตัวเองสู่เวอร์ชั่นที่ดีที่สุดตลอด

ตรงนี้ผมว่าหลายความคิดอาจนำไปประยุกต์ใช้ได้ หลายความคิดก็อาจไม่เหมาะกับเรา ลองชั่งน้ำหนักด้วยหัวใจตัวเองดูนะครับ แต่ถ้าใครอยากฟังเต็ม ๆ ดูได้ทางช่องนี้เลยครับ

แวะมาชมเว็บไซต์ใหม่ของป๋าเต็ดได้ที่นี่คร้าบ
https://patedtalk.com

ใครอยากอ่านบทความอื่น ๆ ของผมก็เข้าไปตามอ่านกันได้ที่
https://klaslucklearn.com/

ใครอ่านจบแล้วมีความคิดเห็นยังไง บอกกันบ้างนะครับ

ใส่ความเห็น